ประวัติ หลวงพ่อไปล่ ฉนฺทสโร เจ้าอาวาส ลำดับที่ ๒

 

เจ้าอาวาส ลำดับที่ ๒ หลวงปู่ไปล่ ฉนฺทสโร

พ.ศ. ๒๔๓๐ ถึง ๒๔๘๙ รวมเป็นเจ้าอาวาส ๕๘ ปี

 

 ประวัติหลวงปู่ไปล่ ฉนฺทสโร

ท่านเกิดที่บ้านหมู่บางบอน วันอังคาร พ.ศ. ๒๔๐๘ ปีฉลู

เป็นบุตรนายเมฆ นางเหม ทองเหลือ นายเมฆนั้นเป็นคนเมืองตากได้นำยาเหนือ (ยาเส้น) มาขายที่หมู่บ้านบางบอนเป็นประจำจึงได้รู้จักแต่งงานกับอำแดงเหม มีบุตรชายหญิง ๕ คน คือ

         ๙.๑ นายพุ่ม อ่อนทรัพย์ (ใช้นามสกุลทางภรรยา)

         ๙.๒ หลวงพ่อไปล่ ฉนฺทสโร (ทองเหลือ)

         ๙.๓ นางคร้าม พลับทอง

         ๙.๔ นายมั่น ทองเหลือ

         ๙.๕ นายกิ๊ว ทองเหลือ

       นายเมฆเมื่อได้แต่งงานอยู่กินกับอำแดงเหมแล้วไม่นาน จึงได้เลิกทำการค้าขายยาเหนือ หันมาประกอบอาชีพทำนาตามอย่างภรรยา ซึ่งได้ทำมาหาเลี้ยงครอบครัวได้รับความสุขตามสมควร

       เมื่อนายพุ่มได้แต่งงานไปแล้ว นายไปล่จึงทำหน้าที่พี่คนโตอยู่ในบ้านแทน ต้องช่วยพ่อแม่ดูแลการทำไร่ไถนา ตลอดจนงานบ้านการครัว นายไปล่ก็มีความสามารถไม่แพ้ผู้หญิง กล่าวกันว่ามีความถนัดในการใช้กระด้งตะแกรงได้เป็นอย่างดี เช่นการผัด การร่อน การกระทก และกระทาย เป็นต้น รวมทั้งการดูแลพวกน้องๆ เป็นหูเป็นตาแทนพ่อแม่ได้เป็นอย่างดี

       ด้วยนายไปล่มีนิสัยสุภาพอ่อนโยน และเลื่อมใสศาสนามาตั้งแต่เยาว์ เมื่อครั้งที่หลวงพ่อคงมาบูรณปฏิสังขรณ์ ท่านได้เปิดสำนักเรียนขึ้นสอนหนังสือให้กับผู้ที่มีความประสงค์จะบรรพชาอุปสมบทและเด็กชายที่อยู่ในหมู่บ้านบน บ้านล่าง นายไปล่มีอายุพอที่จะเรียนหนังสือได้แล้ว นายเมฆผู้เป็นพ่อจึงได้นำมาฝากเรียนหนังสือกับหลวงพ่อคง แต่ทว่าไปเรียนเฉพาะวันที่ว่างจากการช่วยเหลือพ่อแม่ทำไร่ทำนาเท่านั้น แต่ด้วยนายไปล่เป็นคนฉลาดสามารถเรียนได้ไม่แพ้ผู้ที่เล่าเรียนอยู่กินนอนประจำทุกวัน ด้วยความฉลาดเฉลียวของนายไปล่  จึงเป็นที่รักใคร่ถูกอัธยาศัยของหลวงพ่อคงเป็นอันมาก ครั้นเมื่ออายุครบ ๒๐ ปี จึงได้บวชเป็นพระ ณ พัทธสีมา วัดกำแพง (ชาวบ้านไม่เรียกว่าวัดสว่างอารมณ์) มีหลวงพ่อคง...เป็นอุปัชฌาย์ หลวงพ่อดิษฐ์...วัดกก เป็นพระกรรมวาจาจารย์ คู่กับหลวงพ่อทัศน์...วัดสิงห์

 

 

อาจารย์องค์แรกของหลวงพ่อคือ หลวงปู่คง

     หลวงปู่คงรักใคร่เพราะเณรเคร่ง     เรียนก็เก่งอบรมสมประสงค์

หลายปีผ่านจัดเจนเณรดำรงค์               ศีลมั่งคงโสภาสง่างาม

     ผิดกับเณรบางองค์ศีลป่วนปั่น         หัวดื้อรั้นนุ่งห่มดูรุ่มร่าม

ฉันข้าวเย็นเล่นตะกร้อรกอาราม             หากใครถามว่าศีลสอบมีอะไร

       ยังตอบไม่ค่อยถูกตะกุกตะกัก         เหตุเพราะรักการนอนท่องมนต์ไม่

ทำวัตรเช้าวัตรค่ำหลบหลีกไว                ผิดกับสามเณรไปล่ไม่น่าดู

 

บทกลอนจากหนังสือ ประวัติหลวงปู่ไปล่

โดย ประยุทธ  “ปลิว” สุขศาสตร์ศิริ

 

       ขณะที่พระไปล่บวชอยู่กับหลวงพ่อคงนั้นพระไปล่มีความสุข ความเพลิดเพลิน อยู่กับการศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัย ทั้งได้ช่วยเหลือกิจการงานของวัดเป็นอย่างดี โดยเฉพาะทำหน้าที่ครูสอนหนังสือให้กับศิษย์วัด และผู้ที่จะเตรียมตัวบวชเป็นพระภิกษุด้วยความเอาใจใส่ต่อหน้าที่ ที่ได้รับมอบหมาย จึงเป็นที่ไว้วางใจของหลวงพ่อคงเป็นอย่างยิ่ง

 

ท่านมีอายุพรรษาเพียงสองพรรษาอุบาสิกา ให้ความเชื่อถือ    

     วิปัสสนาธุระท่านประพฤติ     ละความยึดรูปกายคลายเสี้ยนหนาม

รู้แจ้งเบ็ญจขันธ์คือรูปนาม            เดินสายสามสายกลางทางนิพพาน  

    ครั้นต่อมาหลวงปู่คงผู้บุกบั่น     ได้มีอันล่วงลับดับสังขาร 

สงฆ์กับชนพร้อมรวมร่วมดวงมาลย์    แซ่ซ้องสาธุการเป็นใจเดียว 

     ยกย่องหลวงพ่อไปล่วินัยสะอาด    ให้เป็นเจ้าอาวาสไว้ยึดเหนี่ยว

 

บทกลอนจากหนังสือ ประวัติหลวงปู่ไปล่

 โดย ประยุทธ  “ปลิว” สุขศาสตร์ศิริ

 

       ครั้นเมื่อหลวงพ่อคงได้ลาสิขาแล้ว พระไปล่ได้รับตำแหน่งเจ้าอาวาสแทน ได้ปกครองพระเณรและเด็กวัด โดยยึดเอาแบบการประพฤติปฎิบัติพระธรรมวินัยของหลวงพ่อคงเป็นหลัก พร้อมทั้งปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมกับกาลเวลา การศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยของพระเณรให้มีความรู้สูงขึ้น ส่งเสริมให้พระเณรไปศึกษาเล่าเรียนยังสำนักเรียนวัดอื่น เพื่อนำความรู้ที่ได้ไปศึกษามานั้นถ่ายทอดให้กับพระเณรในวัดอีกทอดหนึ่ง บางปีท่านนิมนต์พระที่มีความรู้มาสอนนักธรรม (มี ๓ ระดับ นักธรรมตรี นักธรรมโท นักธรรมเอก) ให้แก่พระเณรในวัด โดยหลวงพ่อไปล่เป็นผู้จ่ายค่าพาหนะให้ หรือพระบางรูปเป็นศิษย์ของหลวงพ่อไปล่เอง ได้ไปศึกษายังสำนักวัดอื่นมีความรู้ความสามารถสูง แล้วหาเวลามาสอนนักธรรมให้ก็มี

 

       ๑๐. การแบ่งชั้นสอนเด็กวัด  เป็นการจัดการเรียนการสอนเด็กวัดของหลวงพ่อไปล่ ท่านแบ่งเด็กออกเป็น ๓ ระดับคือ ระดับต้น ได้แก่ที่เข้ามาเรียนใหม่ กำหนดให้เรียนรู้ พยัญชนะ ๔๔ ตัว สระ ๒๑ รูป ๓๒ เสียง ประสมพยัญชนะ กับสระแม่ ก กา แม่กง และแจงลูกด้วย เรียนเลข การนับ การเขียนเลข บวก ลบ ง่ายๆ เมื่อเรียนรู้พอที่จะเลื่อนไปเรียนระดับสูงได้ ครูผู้สอนจะไปขอสอบความรู้กับหลวงพ่อไปล่  ซึ่งทำหน้าที่เสมือนครูใหญ่ ส่วนครูที่ทำหน้าที่สอนในระดับ ๑-๒ และ ๓ ก็จะเป็นครูน้อยนั่นเอง

 

ความมีเมตตาของท่านสูงมาก

     ท่านเข้าถึงปวงชนทั้งไกลใกล้   ชนเลื่อมใสเพราะท่านประพฤติหรู

พรมวิหารประเสริฐเพริดพริ้งพรู     อคติกล้าสู่สิงดวงมาลย์

     ความเมตตาของท่านนั้นใหญ่ยิ่ง   เด็กเล่นลิงจับหลักวิ่งพลุกพล่าน

หน้ากุฏิแผ่นโผนโจนทะยาน           หลวงพ่อเฉยไม่สะท้านเด็กทะโมน

     นั่งชันเข่าสองมือกุมหูหัว     ท่านทรงตัวพิงฝาดูเด็กโผน

ทะยานหนีรี่ไล่เผ่นกระโจน         พระอื่นเห็นเด็กโดนหางกระเบน

     ตรงเด็กเล่นนั้นหรือคือหอฉัน    แทบทุกวันเด็กทะโมนกระโจนแผ่น

ด้านซ้ายมือมีมะม่วงถ่วงกิ่งเอน     เด็กโดดเต้นขว้างปาด้วยก้อนหิน

     มะม่วงตกเด็กวิ่งชิงกันเก็บ       เตะต่อยถีบใครเจ็บนอนร้องดิ้น

หลวงพ่อดูเฉยได้เหมือนไม่ยิน     ดีหรือร้ายทั้งสิ้นนั่งกระแอม

     ตรงฝาเฟี้ยมท่านพิงประจำแหล่ง   สึกเป็นแอ่งร่องหลังฟังมาเล่าแถม

ปกติหลวงพ่อผมของแย้ม               แอ๊ม- แอ๊ม-แอ๊ม ท่านชอบเปล่งถ้าไม่นอน

 

 บทกลอนจากหนังสือ ประวัติหลวงปู่ไปล่

โดย ประยุทธ  “ปลิว” สุขศาสตร์ศิริ

 

       การสอบหลวงพ่อท่านจะให้อ่านหนังสือให้ท่านฟัง เขียนหนังสือตามที่ท่านบอกให้เขียน และทำเลขตามโจทย์ที่หลวงพ่อตั้งให้ทำเพียง ๓-๔ ข้อ เด็กคนใดอ่านเขียน และถูกต้องเป็นส่วนมาก ท่านจะอนุญาตให้ขึ้นไปเรียนในระดับกลาง ผู้ที่เป็นครูก็จะได้รับคำชมจากหลวงพ่อส่วนผู้สอบได้จะได้รับดินสอหนึ่งเล่มเพราะว่าในการเรียนชั้นกลางเลิกใช้ดินสอหิน และกระดานชนวน สำหรับครูถ้าลูกศิษย์สอบได้หลายคน หลวงพ่ออาจจะให้ ผ้าเช็ดปาก ๑ ผืน หรืออังสะ ๑ ผืน สุดแต่ท่านจะให้อะไร มากบ้างน้อยบ้าง เพื่อเป็นกำลังใจเท่านั้นเอง

       การสอนการเรียนในระดับกลางนั้นจะยากขึ้น มีการอ่านและเขียนหนังสือ ๙ แม่ ก กา แม่กง แม่กม แม่กน แม่กด แม่กก แม่กบ แม่เกย และแม่เกอว เรียนเลขบวกลบคูณหาร สูตร ๖ แม่ เมื่อเด็กนักเรียนของผู้ใดเรียนเก่งก็จะส่งเข้าสอบเป็นรายบุคคล เช่นเดียวกับการสอบในระดับต้นหลวงพ่อท่านจะให้เข้าสอบตอนบ่ายๆ ความจริงหลวงพ่อท่านทราบว่าเด็กคนใดเรียนเก่งพอที่จะไปเรียนชั้นสูงได้ เพราะท่านดูแลการเรียนการสอนของครูและเด็กเป็นประจำ ผู้ที่สอบได้ระดับกลางจะขึ้นไปเรียนในระดับสูง นักเรียนจะได้รับรางวัลปากกา ๑ ด้าม น้ำหมึก ๑ ขวด สมุด ๑ เล่ม ส่วนครูจะได้รับอังสะ ๑ ผืน หรือจีวร ๑ ผืน สุดแต่ว่าหลวงพ่อจะให้อะไรเป็นรางวัล ผู้ที่สอบได้จะขึ้นไปเรียนในระดับสูงต่อไป

       การสอนการเรียนในระดับสูง ผู้เขียนไม่เคยเข้าเรียน แต่ได้ยินได้ฟังผู้เรียนในระดับนี้เขาเรียนกันมีการอ่านบทร้อยกรอง ทำนองเสนาะ หนังสือพระเวสสันดรชาดก พระมาลัยเรียงความ ตามกระทู้ที่ครูตั้งขึ้น ให้นักเรียนบรรยายตามความคิดเห็นของตัว การเรียนเลขคูณหาร ๑๒ แม่ ทศนิยม หน้าไม้ไทยและลูกคิดจีน มีการท่องสูตรเป็นภาษาจีนได้เก่งมาก แม้แต่เจ้าของโรงสีข้าว เจ้าของโรงไม้ยังชมว่า เก่งกว่าเค้าเสียอีกทั้งๆที่เขาเป็นคนจีน ในระดับสูงไม่มีการสอบแต่มีหลายคนไปหางานทำตามบริษัทห้างร้านโรงพิมพ์ ที่รับราชการก็หลายคน เช่น นายถนอม สุขเฟื่องฟู นายเย็น อ่อนทรัพย์  นายจำรัส  ปานพฤกษา เป็นต้น

       สำหรับครูที่สอนในระดับต้นได้แก่ พระกู๋ (จำนามสกุลไม่ได้) พระแกละ ยั่งยืน ชั้นกลางได้แก่ พระขุม ทองเจือ พระเย็น อ่อนทรัพย์ ครูใหญ่ หลวงพ่อไปล่ ท่านควบคุมดูแลการสอนให้ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย

 

       ๑๑. การสอนวิชาอาชีพ  นอกจากการเรียนการสอนหนังสือแล้วยังมีการสอนวิชาอาชีพให้กับเด็กหนุ่มและพระเณรอีกด้วย เช่น ช่างไม้ จะมีการเรียนไปพร้อมๆกับการปฏิบัติจริง ด้วยการซ่อมแซมบ้างปลูกสร้างบ้าง ได้แก่ กุฏิ ศาลาต่างๆ เป็นต้น

       ช่างกลึง มีเครื่องมือช่างกลึงอยู่ ๒ ชุด สำหรับเอาไว้ฝึกผู้ที่เริ่มหัดใหม่ชุดหนึ่ง กับเอาไว้ใช้งานอีกชุดหนึ่ง เครื่องช่างกลึงทั้ง ๒ ชุด หลวงพ่อเก็บไว้ใต้แท่นใหญ่ใต้พนักพิงที่หลวงพ่อนั่งรับแขก มีลิ้นชักเปิด-ปิดได้  เครื่องมือช่างกลึงแต่ละชุดมีหีบใส่แยกกัน ตู้กระจกประจำกุฏิ ล้วนเป็นตู้ฝืมือของเด็กหนุ่ม พระเณร เกือบทั้งนั้น ผู้สอนก็คือพระกู๋  (จำนามสกุลไม่ได้) และหลวงพ่อไปล่

       วิชาช่างเหล็ก มีการตีมีดเอาไว้ใช้ในวัด มีตั้งแต่มีดปลอกผลไม้ มีดทำครัว มีดดายหญ้า มีดต่างๆเหล่านี้ พระเณรทำขึ้นใช้เองทั้งนั้น มีสูบลมหลายลูกใช้เป่าถ่านไม้โกงกาง ตลอดจนทั่งค้อนทั่งตีเหล็กขนาดต่างๆ ผู้ฝึกสอนที่สำคัญคือ พระเพิ่ม จันทร์เขียว

       วิชาที่กล่าวมานี้บางครั้ง บางอย่างหลวงพ่อจ้างช่างมาซ่อมแซมแล้วมีข้อตกลงให้เด็กหนุ่ม พระเณร เข้าร่วมช่วยทำไปด้วย จะได้ทั้งงานและวิชาความรู้ไปพร้อมๆ กัน หลวงพ่อเคยพูดว่า วิชาที่ได้ไปจากวัดเมื่อออกจากวัดไปแล้ว แม้ว่าไม่ถึงกับไปเป็นช่างอาชีพหาเลี้ยงตนเองและครอบครัว แต่อย่างน้อยก็พอจะซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ของใช้ ที่ชำรุด เสียหาย ไม่มากนักให้กลับใช้ประโยชน์ได้ตามเดิม ไม่ต้องเสียเงินไปซื้อหามาใหม่ นับว่าหลวงพ่อมีสายตายาวไกลห่วงใยศิษย์ของท่านอยู่ตลอดไป

       เวลาที่ทำการสอน จะเริ่มสอนเวลา ๓ โมงเช้า หรือหลังที่พระฉันเช้าแล้ว ไปจนถึงเพล เพื่อให้พระที่เป็นครูได้ฉันอาหารเช้าร่วมกับพระอื่นที่ไม่ได้เป็นครู ตอนบ่ายเริ่มเข้าเรียนบ่ายโมงตรง เลิกเรียน ๔ โมงเย็น หรือหยุดวันโกนและวันพระ ๒ วัน  หยุดเรียนในวันสำคัญทางศาสนา วันตรุษสาร์ท วันสงกรานต์ รวมทั้งวันงานเทศน์มหาชาติ ซึ่งเป็นงานประจำปี มีงานบวชนาค เผาศพ เป็นต้น

       การต่อหนังสือค่ำ เวลากลางคืน ประมาณสัก ๒ ทุ่มไป จนถึง ๔ ทุ่ม จะมีครูสอนหนังสือค่ำ ตอนใดขาดตกบกพร่องไปท่านจะทักท้วงเพื่อความถูกต้องเป็นสำคัญ การต่อหนังสือค่ำสำหรับเด็กที่มาอยู่วัดใหม่ก็ว่าตามๆ เขาไป พอเวลาผ่านไปนานวันเข้าก็จะว่าได้ไปเองโดยที่ไม่เคยท่องจากหนังสือสวดมนต์เลย แต่อาจจะมีเพี้ยนไปบ้างเป็นบางคำ ทว่าครูสอนหนังสือท่าน เคร่งครัดเสียง สระ พยัญชนะ จึงไม่มีผิดเพี้ยนเลยแม้แต่คำเดียว

       การนอนเมื่อเลิกต่อหนังสือค่ำแล้วก็แยกย้ายกันไปนอน มีเด็กส่วนหนึ่งจะนอนที่หอสวดมนต์นั่นเอง เด็กที่มาอยู่วัดใหม่ๆ ถ้าไม่มีผ้าห่มนอนมา หลวงพ่อจะให้สบงคนละผืน เอาไว้ห่มกันหนาว รองนอน หรือเช็ดตัว สุดแต่เจ้าของจะใช้ สิ่งที่น่าประหลาดใจก็คือ ครั้งนั้นยุงชุกชุมมาก เพราะบริเวณวัดเป็นที่ลุ่มป่าน้ำเค็ม น้ำทะเลขึ้นลงถึง ใบไม้เน่าหมักหมม แต่ยุงบนกุฏิมีน้อยมาก ส่วนข้างล่างชุมมาก มักบินเป็นกลุ่มๆ ดูดำไปหมด พระเณรส่วนมากนอนจะไม่ใคร่กางมุ้งกัน ยิ่งเป็นเด็กที่นอนตามหอสวดมนต์หอฉันไม่มีฝากั้นห้อง แต่ยุงก็ไม่ใคร่รบกวน

       เรื่องอาหารการกิน มื้อเช้ากินหลังจากพระฉันข้าวเช้าแล้ว พระท่านจะแบ่งอาหารให้เด็กจำนวนหนึ่ง แล้วแบ่งไว้ฉันเพลอีกจำนวนหนึ่ง  เมื่อฉันเพลแล้วเด็กจะเก็บอาหารที่เหลือเอาไว้กินมื้อเย็น พวกเด็กไม่กินมื้อกลางวันถ้าข้าวไม่พอจะหุงเพิ่มเติม ถ้ากับข้าวมีไม่พอก็แบ่งกันกิน พวกพี่ๆ เขาจะทำขึ้นส่วนมากตำน้ำพริกกินกับผักสดๆ ที่มีอยู่ข้างๆวัดนั่นเอง ทราบมาว่าเด็กวัดรุ่นพ่อต้องตำข้าวสำรองไว้ให้พระฉันในวันที่ฝนฟ้าตกมากจนบิณฑบาตไม่ได้ หรือเอาไว้หุงกินกันเองในวันที่เย็นมีไม่พอแบ่งกันกิน เรื่องอาหารการกินของเด็กหลวงพ่อเป็นห่วงมาก ท่านมักจะเดินมาดูแลเกือบทุกมื้อเย็นทีเดียว

       เรื่องการทำโทษ ก็มีอยู่บ้างในหลายเรื่องด้วยกันเช่น เรื่องเกียจคร้านการเรียน เรื่องไม่ทำงานตามหน้าที่ เรื่องทะเลาะกัน รังแกกัน ขโมยข้าวของ ส่วนมากจะถูกปรับให้ทำความสะอาดหอสวดมนต์ หอฉัน การเฆี่ยนตีน้อยมาก อยู่วัดกำแพงมา ๑๐ กว่าปีไม่เคยเห็นหลวงพ่อไปล่เฆี่ยนตีเด็กแม้แต่ครั้งเดียว

       หลวงพ่อไปล่เป็นผู้ที่มีความเมตตาปราณีเป็นอันมากไม่เพียงแต่พระเณรและเด็กวัดเท่านั้น แม้แต่สัตว์ต่างๆ ที่มีคนเอามาปล่อยไว้ที่วัด ท่านก็ให้อาหารมันกิน เท่าที่จะหาให้ได้ ท่านประพฤติปฏิบัติเช่นเดียวกับอาจารย์คงหรือท่านคฤหัสถ์อาจารย์ของท่าน ที่เลี้ยงเจ้านวลวัวแสนรู้ ตามที่ได้กล่าวมาแล้วในตอนต้น ตลอดเวลาที่ผู้เขียนอยู่กับท่านมา ๑๐ กว่าปี ท่านได้เลี้ยงลิงตาบอดตัวหนึ่งกับนกอีโก้งปีกหักขาเป๋ให้มันมีชีวิตที่เป็นสุขตามสมควร ดังจะได้เล่าสู้กันฟังเป็นเรื่องๆ ไป

 

๑๒. เจ้าบอดยอดลิง

๐คืนหนึ่งก่อนถึงตรุษ     มีมนุษย์แสนชั่ว

นิสัยเห็นแก่ตัว              จิตเมามัวช่างชั่วร้าย

๐เอาลิงตาบอดมา         ปล่อยวัดวาหน้าไม่อาย

เมื่อเยาว์แสนเสียดาย     ทั้งโวยวายเมื่อเจ็บไข้

๐ครั้นแก่แลอยู่นาน       กลับเป็นพาลมิรักใคร่

จิตคนมักเปลี่ยนไป       แม้เลี้ยงไว้ไม่น่าทำ

๐เจ้าบอดถูกปล่อยวัด   หลวงพ่อจัดให้ข้าวปลา

เช้าเย็นสองเพลา                 เช่นไก่หมาที่อยู่วัด

๐มื้อเช้าเข้ามาหา          ถือกะลาตามถนัด

มันกินได้สารพัด            ไม่จำกัดว่าสิ่งใด

๐ที่กินโคนมะม่วง          มันไม่ห่วงคนเข้าใกล้

แต่หมามิพอใจ             มันมีไม้ไว้ตีหมา

๐หมาใดเข้าแย่งมัน       หมาตัวนั้นโดนตีขา

ตีแม่นทั้งซ้ายขวา               จนพวกหมาระอาใจ

๐มื้อเย็นหลวงพ่อจัด     ให้เด็กวัดเอาไปให้

ที่โคนมะม่วงใหญ่         ทั้งกิ่งใบแผ่สาขา

๐ขึ้นอยู่กลางนอกชาน    นับว่านานกาลเวลา

เจ้าบอดได้พึ่งพา            ต้นพฤกษามะม่วงใหญ่

๐เด็กวัดล้อเจ้าบอด       ทำโอบกอดว่ารักใคร่

พาเดินเพลิดเพลินใจ          แล้วทิ้งไว้ใกล้วิหาร

๐เจ้าบอดกลับไม่ได้        ร้องโหยไห้อยู่นมนาน

หลวงพ่อผู้สมภาร            เกิดสงสารให้นำมา

๐เล่นกันนานนานครั้ง      พอประทังได้เฮฮา

คลายเหงาเบาอุรา           จากบ้านมาหาความรู้

๐เจ้าบอดอยู่มานาน        ก็ถึงกาลนำไปสู่

มรณาเป็นของคู่              เกิดตายอยู่คู่กันเอย

 

       ได้ทราบเรื่องของลิงพิการแล้ว ถ้ามันไม่ได้รับความเมตตาจากหลวงพ่อมันคงต้องอดตาย  อย่างสุดแสนจะทรมาน เรื่องต่อไปจะขอเล่าเรื่องนกพิการบ้างว่ามันมีความเป็นมาอย่างไร

 

 ๑๓. นกอีโก้งขาเป๋

๐ยังมีนกโก้ง   ขาโก่งพิการ

ถูกปืนซมซาม   หนีผ่านวัดมา

สมภารสงสาร   ให้การรักษา

เลี้ยงและทายา   แต่ขาไม่หาย

๐ ขาโก่งแปเป๋   เดินเซไปมา

บินก็เชื่องช้า    ผิดนกทั้งหลาย

เจ้าอาวาสเอ็น  ดูเห็นเดนตาย

อีกทั้งร่างกาย   ง่อยเปลี้ยทุพพล

๐ ครั้นอยู่ต่อมา    ปักษารู้คุณ

อาจารย์การุญ   ต่อมันเหลือล้น

เช้าเข้าไปหา    ราวกับว่าเป็นคน

กลับมาอีกหน  ในราวตอนบ่าย

๐ โก้งมาครั้งใด           ท่านให้อาหาร

มันก็เบิกบาน       ดีทั้งใจกาย

ร้องเก๊กเก๊กก้อง           รำร้องลวดลาย

ยกปีกคว่ำหงาย           กรีดกรายไปมา

๐ ค่ำนอนโรงเรือ         ทุกเมื่อมีใคร

แปลกหน้าเข้าไป         บินขึ้นเวหา

ปากร้องเก๊กแก๊ก          อ๊อกแอ๊กไปมา

ร้องอยู่จนกว่า  ผู้นั้นออกไป

๐ ขืนอยู่จิกตี    ไม่หนีสู้ตาย

เฝ้าเรือแจวพาย       ของวัดเอาไว้

แต่พอรุ่งเช้า     ไม่เอาเรื่องใคร

จักมาหรือไป   เจ้าโก้งไม่ว่า

๐ เรือวัดที่มี     สามสี่ห้าลำ

ผู้ร้ายไม่กล้ำ     เหมือนทุกวัดวา

หลวงพ่อภูมิใจ    ที่ได้ปักษา

ดูแลนาวา        ของวัดเอาไว้

๐ ครั้นอยู่ต่อมา            คราวคราเกิดเหตุ

หลวงพ่อไปเทศน์        กลับมาดึกไป

เดินมาถึงคู       มองดูเรือใหญ่

ลำหนึ่งหายไป   เจ้าโก้งไม่เห็น

๐ เดินกลับกุฏิ  ยิ่งมีสงสัย

เรือ-นกหายไป  ต้องถามพระเณร

พระเณรไม่รู้    เห็นอยู่เมื่อเย็น

เจ้าโก้งก็เห็น    เดินเล่นลานทราย

๐ กลับมาอีกที   ยังที่โรงเรือ

น่าอนาถเหลือ  เจ้าโก้งนอนตาย

ปีกคอขาหัก     จมปรักแหงนหงาย

เปรอะโคลนทั้งกาย       ตายเพราะต่อสู้

๐ ผู้ร้ายได้เรือ   ต่อเมื่อโก้งตาย

เจ้าโก้งไว้ลาย  ทั้งกตัญญู

แทนคุณสมภาร        ต่อต้านศัตรู

จักหาหนึ่งผู้     ใดเห็นจักมี

๐ โก้งเป็นเพียงนก       วิหคสัตว์ป่า

อีกทั้งแข้งขา    ทุพพลไม่ดี

ต่อสู้ผู้ร้าย         ตัวตายไม่หนี

คนเราจักมี       เช่นนี้ไหมเอย

 

       ท่านผู้อ่านคงพอจะทราบแล้วว่าหลวงพ่อไปล่มีความเมตตาต่อสัตว์เช่นเดียวกับท่านคฤหัสถ์อาจารย์ของท่านเป็นอย่างมาก พวกเด็กวัดท่านก็ดูจะยิ่งห่วงใยเป็นอันมาก ครั้งนั้นผู้คนมีไม่มากนักทั้งยากจนมาก เส้นทางเดินบิณฑบาตไม่ว่าจะเป็นทางบกหรือทางเรือ จะมีชาวบ้านตักบาตรไม่มากนักเส้นทางหนึ่งๆ จะมีเจ้าประจำเพียง ๓ – ๕ บ้านเท่านั้น ส่วนบ้านที่ไม่ตักบาตรประจำจะมีมากในวันพระ วันสำคัญทางศาสนา วันทำบุญตามประเพณี เช่น วันวิสาขบูชา ตรุษสงกรานต์ วันสารท เป็นต้น ในวัดดังกล่าวนี้ข้าวปลาอาหารหวานคาวมากมาย ทั้งเด็กวัดหมูหมากาไก่ต่างก็อิ่มหนำไปตามๆ กัน

       นึกถึงความหลังแล้วรู้สึก สนุก ตื่นเต้น น่ากลัวบ้าง ท้อแท้ หิวโหยบ้าง ที่ว่าสนุกส่วนมากเวลากลับจากถือปิ่นโตกลับจากบิณฑบาต ได้มาพร้อมกับขบวนแห่นาคได้ร่วมร้องเพลงเถิดเทิงร้องรับเสียงโห่เสียงหุยเฮ สนุกสนานมาตลอดทาง จนลืมความเหน็ดเหนื่อยเพลีย ทั้งๆ ที่เดินไปกลับตั้ง ๖-๗ กิโลเมตรก็ตาม ที่ว่าตื่นเต้นน่ากลัวเช้าวันหนึ่งออกจากวัดย่ำรุ่ง ฟ้ามีเมฆดำทมึน เดินทางมาได้สักครึ่งทางเสียงพายุพัดดังอื้ออึง ไม้ไร่หักโผงผางฝนเทลงมาอย่างหนัก ฟ้าแลบและร้อง ทันใดนั้นผ่าเสาโทรเลขข้างทางรถไฟ แตกกระเด็นออกเป็นหลายชิ้น กลุ่มไฟและควันลุกท่วมเสา ห่างจากหลวงพี่และผู้เขียน ๘-๙ เมตร และแล้วอีก ๒-๓ วินาทีต่อมา มันผ่าลงมาที่เสาไฟฟ้ารถรางอีก ๒ ครั้งติดต่อกัน หลวงพี่กับผู้เขียนวิ่งเตลิดอย่างไม่คิดชีวิต ไปหยุดเอาเกือบถึงสถานีบางบอน หลวงพี่ถามผู้เขียนว่า “เป็นอะไรบ้างหรือเปล่า” ตอบท่านไปว่า “ไม่เป็นอะไร แต่ว่าฝาบาตรตกหล่นระหว่างวิ่งหนีฟ้า” ท่านจะย้อนกลับไปหาฝาบาตรได้ค้านว่า “จะให้ฟ้าผ่าตายหรือ?” พร้อมกับแนะนำท่านว่า “ถ้าผู้ที่เขาใส่บาตรถามว่าฝาบาตรหายไปไหนขอให้ตอบเขาไปตามความเป็นจริงก็แล้วกัน” ในที่สุดไม่มีใครถามเรื่องบาตรแม้แต่คนเดียว ส่วนฝาบาตร ขากลับมาก็พบตกอยู่ข้างทางรถไฟ

       ส่วนที่ว่าเกี่ยวกับความท้อแท้หิวโหยนั้นมีอยู่บ่อยครั้งที่อุตส่าห์เดินทางไปบิณฑบาตตั้งแต่ ๗-๘ กิโลเมตร ได้แต่ข้าวเปล่ามาเพียง ๒-๓ ขันเท่านั้น ข้าวเปล่าๆ พระฉันไม่ลงคอจึงเก็บผักข้างทางมาเท่าที่พอจะหาได้ เช่น ผักบุ้ง สายบัว ยอดกระถิน เป็นต้น พอถวายพระให้ท่านได้ฉันทั้งมือเช้าและมื้อเพล สำหรับพวกเราเด็กวัดมื้อเย็นต้องหุงกินกัน เรื่องหุงข้าวกินมื้อเย็นมีอยู่เป็นประจำ หลวงพ่อไปล่ท่านเป็นห่วงมักจะเดินมาดูอยู่เสมอ เพื่อให้การหุงหากินอยู่เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ส่วนข้าวนั้นได้มาจากไหน อย่างไรนั้น หลวงพ่อท่านมีวิธีซึ่งกำลังจะเล่าให้ฟังต่อไป

 

       ๑๔. การตีกลองข้าวเปลือก เนื่องจากหลวงพ่อตั้งสำนักสอนหนังสือให้แก่ลูกหลานชาวบ้านให้อ่านออกเขียนได้ คิดเลขบวกลบคูณหาร รู้จักซื้อ-รู้จักขาย เพื่อที่จะได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ดังนั้นที่วัดนี้จึงมีพระเณรและเด็กวัดมาก ข้าวที่บิณฑบาตรได้บางวันถ้าฝนตกมื้อเช้าก็จะไม่พอพระฉัน ด้วยเหตุนี้มือเพลและมื้อเย็น จำเป็นต้องขอบิณฑบาตรข้าวเปลือกเอายุ้งสำรองเอาไว้ให้พระเณรบ้าง เด็กวัดได้หุงหากินกันในวันที่ข้าวไม่พอจ่ายกันกินตามที่ได้พูดมาบ้างแล้ว

       ในราวเดือนอ้าย (ธันวาคม) ของแต่ละปี ชาวนาเขาจะนวดข้าวกันทางวัดจะส่งข่าวไปล่วงหน้า สัก ๒-๓ วัน โดยพระที่ไปบิณฑบาตกับเด็กที่ถือปิ่นโตจะเป็นผู้บอกข่าวว่าวันใดพระจะไปเก็บข้าวเปลือก พอถึงวันกำหนดเก็บข้าวเปลือก ทางวัดจะให้เด็กโตๆ ที่แจวเรือเป็นศิษย์วัดที่ออกจากวัดไปแล้วมาช่วยแจวเรือให้ในเรือจะมีพระหรือเณรนั่งไปด้วยรูปหนึ่ง มีกลองทัดหนึ่งลูก ให้เด็กทำหน้าที่ตีกลองเรือแจวไปตามคลองต่างๆ ที่มีการทำนาทั้งสองฝั่งปากคลองเช่น คลองบางโคลัด คลองรางพราน คลองขุดราชมนตรี คลองรางจระเข้ และคลองลาดลำพู เป็นต้น การตีกลองจะตี ๓ ครั้งแล้วหยุดนิดหน่อย แล้วจึงตีต่อไปอีกส่วนใครจะมีลูกเล่นตีกลองพลิกแพลง เพื่อไม่ให้เหงาหรือซ้ำซากก็ตีได้ไม่ว่ากัน ซึ่งเป็นบ้านสุดท้าย จะอยู่ในราวเพลหรือเพลกว่าๆ จะหาที่พักจอดดูสถานที่ร่มรื่นมีต้นไม้บังแดดให้พระฉันเพล พอพระฉันเรียบร้อยแล้วคนแจวเรือ เด็กตีกลองจะกินข้าวบ้าง กินเสร็จแล้วก็จะหยุดสักประมาณ ๑ ชั่วโมง เพื่อให้ชาวบ้านกลับบ้านเตรียมเอาข้าวเปลือกที่เขาจะทำบุญมาวางไว้ที่หัวสะพานท่าน้ำ โดยที่เจ้าของข้าวไม่จำเป็นต้องรออยู่ก็ได้ เพื่อเขาจะได้ไม่เสียเวลาเกี่ยวข้าวหรือทำธุระอย่างอื่นของเขา ถ้าบางบ้านมีครอบครัวมอบข้าวให้อยู่ พระท่านกล่าวคำอนุโมทนาให้กับเจ้าของข้าว ตอนขากลับจะต้องมาทางเดิม พร้อมทั้งเอาข้าวที่เขาวางไว้ที่หัวสะพานท่าน้ำเทใส่กระสอบในเรือของเรา มากบ้างน้อยบ้าง สุดแต่เขาจะทำบุญของเขา ทำอยู่เช่นนี้วันละคลองจนกว่าจะครบถ้วนทุกคลอง จะได้ข้าวพอที่จะให้พระเณรฉันและเลี้ยงเด็กวัดได้ตลอดปี

       บางปีชาวนาทำนาได้ดี แต่ละบ้านจะถวายข้าวมาบ้านละมากๆ จนยุ้งฉางของวัดเต็มไปหมดต้องนำไปฝากโรงสีก็เคยมีเหมือนกัน ตรงข้ามถ้าชาวนาได้ข้าวน้อย จะเนื่องด้วยฝนแล้งหรือน้ำท่วมมากข้าวเสียหาย ในปีนั้นวัดจะได้ข้าวน้อย จะพลอยอดอยาก ยากจนตามไปด้วย ข้าวเปลือกที่ได้มาค่อยนำไปแลกข้าวสารที่โรงสีเป็นการนำสำรองไว้ให้พระเณรฉัน ในวันที่บิณฑบาตได้ข้าวไม่พอฉัน รวมทั้งสำรองเอาไว้ให้เด็กหุงกินในมื้อเย็นด้วย อัตราการแลกเปลี่ยนโดยทั่วไปข้าวเปลือก ๑๐ ส่วน ได้ข้าวสาร ๖ ส่วน แต่ข้าววัดโรงสีจะให้ ๑๐ ต่อ ๖.๒ ส่วน ทั้งยังให้ข้าวชั้นดีมาด้วย

นอกจากตีกลองบิณฑบาตรข้าวเปลือกแล้วยังมีการตีกลองขอบิณฑบาตร มะพร้าว กล้วย อ้อย น้ำตาลจากสวน เพื่อเอาใช้ในการประจำปีของวัด เทศน์มหาชาติ (เวสสันดรชาดก) ก่อพระเจดีย์ทรายไปพร้อมๆ กัน มีเทศน์ ๓ วัน กลางคืนมีมหรสพ ในวัดเช้าวันที่ ๔ จะทำบุญเลี้ยงพระทั้งวัดชาวบ้านจะนำข้าวขันแกงโถมาตักบาตร เป็นทางการฉลองร่วมกัน

       ตามที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ได้เป็นการริเริ่มขึ้นของหลวงพ่อไปล่ทั้งนั้น การที่ชาวบ้านให้การสนับสนุนท่าน เพราะท่านเปิดสำนักเรียนขึ้นในวัดลูกหลานชาวบ้านมาเล่าเรียนหนังสือ และอยู่รับใช้พระรูปละคนบ้างสองคนบ้าง ซึ่งหลวงพ่อจะเป็นผู้จัดให้ หรือพระเณรมาขอไปจากหลวงพ่อ เพื่อช่วยดูแลเสมือนพี่เลี้ยงแทนหลวงพ่ออีกทอดหนึ่งบังเอิญวัดกำแพง ตั้งอยู่ระหว่างนากับสวน และป่า น้ำเค็ม จึงมีสิ่งต่างๆ ตามที่พูดมาแล้วให้หลวงพ่อขอบิณฑบาตรเอาเลี้ยงพระเณรและเด็กวัดได้ไม่ยากนัก

 

       ๑๕. การรับฝากเงิน  เนื่องจากธนาคารครั้งนั้นยังไม่แพร่หลายเป็นที่รู้จักกันมากนัก ลูกศิษย์ของหลวงพ่อที่ขายผลิตผลได้จากการทำนา ทำป่าฟืน และทำสวน เมื่อชำระหนี้สินพ่อค้าหมดแล้วจะมีเงินเหลืออยู่จำนวนหนึ่ง มากบ้างน้อยบ้างจะนำเงินมาฝากไว้ที่หลวงพ่อ เพราะเกรงว่าถ้าเก็บไว้ที่บ้านจะไม่ปลอดภัยจากโจรผู้ร้าย เมื่อพวกเขานำเงินมาฝากไว้กับหลวงพ่อแล้ว หลวงพ่อท่านจะบันทึกลงกระดาษว่าเงินของใครจำนวนเท่าใด ฝากไว้ตั้งแต่เมื่อใด เสร็จแล้วท่านม้วนกระดาษห่อธนบัตรเอาเชือกผูกรัดไว้อย่างแน่นหนาแล้วนำไปเก็บไว้ พอย่างเข้าหน้าทำนา หรือทำป่าสวน พวกเขาจะมาขอรับเงินคืน เพื่อไปลงทุนประกอบอาชีพของตน ท่านจะไปเปิดตู้ทึบ ซึ่งมีกุญแจไว้ นำเงินออกมาให้แก่เจ้าของ พร้อมทั้งอวยพรชัยให้พร ให้การทำมาหากินได้มรรคผล ข้าวกล้าเจริญงอกงามดีปราศจากศัตรูรบกวน มีบางคนเอามาฝากเพียงเพื่อขอพรจากหลวงพ่อก็มีเพื่อเขาจะได้มีกำลังใจ ในการทำนาทำป่า ทำสวนของเขา ทั้งคนในครอบครัวจะได้ปราศจากอันตราย เจ็บไข้ได้ป่วยก็มีเหมือนกัน

 

       ๑๖. การศึกษาภาคบังคับ  ครั้นมาถึงปี พ.ศ. ๒๔๗๕ การศึกษาบังคับ ได้ขยายมาถึงท้องที่ส่วนนอกอำเภอบางขุนเทียน ขณะนั้นซึ่งวัดกำแพงอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวด้วย ทางราชการได้ขอความร่วมมือจากหลวงพ่อไปล่ พร้อมด้วยกำนันสุข เนียมกลิ่น ผู้ใหญ่บ้านเฉย ผึ่งฟัก ได้มอบที่ดินของวัดให้ทางราชการสร้างโรงเรียนประชาบาลขึ้นหลังหนึ่ง โรงเรียนได้เปิดทำการสอนทั้งเด็กชายและเด็กหญิง บรรดาศิษย์ของหลวงพ่อไปล่ที่อาศัยเรียนหนังสืออยู่ในวัดจึงได้เข้าไปเรียนต่อ พวกที่เรียนอยู่ในระดับต้นทางโรงเรียนได้ให้เรียนอยู่ในชั้นประถมปีที่ ๑ พวกที่เรียนระดับกลาง ได้เข้าเรียนชั้นประถมปีที่ ๒ และ ๓ (คนเรียนเก่ง) ส่วนพวกที่เรียนอยู่ระดับสูงได้เข้าอยู่ชั้นประถมปีที่ ๔ ทั้งหมด นอกจากคนที่อายุพ้นเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับเท่านั้น เมื่อทางราชการจัดการศึกษาภาคบังคับขึ้นแล้วทางวัดจึงพ้นภาระโดยตรงไป จึงเป็นแต่เพียงให้การอุปถัมภ์ เท่าที่ทางโรงเรียนขอความช่วยเหลือมา เช่นที่ดิน การขอใช้ศาลาการเปรียญ การอบรมสั่งสอนศีลธรรมแก่นักเรียนในบางโอกาส ซึ่งทางวัดให้การสนับสนุนเป็นอย่างดีตลอดมาจนกระทั่งทุกวันนี้

 

ท่านได้รับตำแหน่งพระอุปัชฌาย์ ปีพ.ศ.๒๔๗๘

     คนใดที่หลวงพ่อชมเป็นนิจ       ทางชีวิตสดใสวิไลหรู

หลวงพ่อชมคนขยันกตัญญู             ขอเชิญผู้หวังเจริญเชิญจดจำ

     อยากได้พรหลวงพ่อต้องละผิด   ทุจริตไม่ริไม่ตกต่ำ

หลวงพ่อชอบคนดีมีคุณธรรม         ท่านแนะนำให้ศิษย์ตักเตือนตน

     ประชาชนยุคนั้นประหวั่นจิต     เกรงคำประกาศิตตระย่อย่น

กลัวหลวงพ่อดุด่ากันทุกคน             เพราะเห็นผลคนโฉดมีโทษภัย

       ปกติแล้วท่านไม่ดุด่า               ท่านมากด้วยเมตตาเป็นนิสัย

กิติศัพท์หลวงพ่อขจรไกล       สอบถามได้ใช่แสร้งแต่งเยินยอ

     ความดีของหลวงพ่อเริ่มทอแสง   ได้ตำแหน่งอุปัชฌาย์เมื่อ พ.ศ.

สองสี่เจ็ดแปดงามละออ             คนเคารพหลวงพ่อสนิทใจ

 

 บทกลอนจากหนังสือ ประวัติหลวงปู่ไปล่

โดย ประยุทธ  “ปลิว” สุขศาสตร์ศิริ

 

       ๑๗. การสร้างพระเครื่อง  ด้วยทางวัดขาดแคลนน้ำดื่มเป็นประจำทุกปี แม้ว่าจะมีตุ่มน้ำมากพอสมควรก็ตาม แต่ไม่พอให้พระเณรและเด็กวัดใช้ดื่มกินได้ตลอดปี จำเป็นต้องเอาเรือขนาดใหญ่ไปบรรทุกน้ำจืดจากคลองบางขุนเทียนเอามาใช้ดื่มกินกันในฤดูแล้ง ทั้งไม่มีความสะอาดมากนัก คณะกรรมการของวัดจึงคิดสร้างถังน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กขนาดใหญ่สักลูกหนึ่ง เพื่อไว้ใส่น้ำฝน พวกคณะกรรมการขอให้หลวงพ่อสร้างพระเครื่องแจกแก่ผู้ที่มาบริจาคเงินสร้างถังน้ำเป็นการสมนาคุณ นอกจากบุญกุศลอีกส่วนหนึ่งด้วย ในการสร้างพระเครื่องครั้งนั้นได้มีการเรี่ยไรทองเหลืองทองแดง ทองลงหิน จากบรรดาลูกศิษย์ และผู้ที่เครารพนับถือหลวงพ่อ ผู้ที่มีข้าวของเครื่องใช้ที่ชำรุดเสียหายใช้การไม่ได้แล้วเช่นขันน้ำ ขันตักบาตร ถาด พาน ฯลฯ ต่างก็พากันเอามามอบให้แก่คณะกรรมการ เพื่อจัดการหล่อหลอมทำพระเครื่องต่อไป การจัดทำพระเครื่องครั้งแรกนั้นได้มีการออกแบบทำพิมพ์เป็น ๓ แบบด้วยกันคือ

 

ถังน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กที่สร้างไว้ ณ ปัจจุบัน

 

       ๑. แบบซุ้มประตูโบสถ์ ซึ่งในเวลานั้นซุ้มประตูโบสถ์และวัดกำแพงยังชำรุดเสียหาย เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านบนโค้งมน (ซุ้มประตูและกำแพงที่เห็นอยู่ในปัจจุบันนี้เพิ่งสร้างขึ้นใหม่) ด้านหน้ามีรูปหลวงพ่อไปล่ นั่งขัดสมาธิอยู่ภายในซุ้มประตู ด้านหลังมีข้อความว่า “ที่ระฤก ๒๔๗๘” แบบนี้จัดทำให้ใหญ่กว่าแบบอื่นๆ จุดประสงค์เพื่อแจกให้กับผู้ชาย มีบางคนที่ไม่รู้ที่มาของแบบมักจะเรียกว่าแบบจอบ หรือ รุ่นจอบ เป็นการเข้าใจผิดคลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง มีนายพุ่ม อ่อนทรัพย์ เป็นผู้แกะแบบและควบคุมการเททอง ตบแต่งให้เรียบร้อย ได้พระไว้จำนวนหนึ่ง

 

 

 

       ๒. แบบรูปไข่ มีรูปหลวงพ่อไปล่นั่งขัดสมาธิอยู่ตรงกลางขอบด้านหน้า ส่วนด้านหลังมีข้อความว่า “ที่ระฤก ๒๔๗๘” และแบบ "ด้านหลังเป็นรูปเจดีย์" แบบนี้จัดทำขึ้นเพื่อเอามาแจกสุภาพสตรี นายประดิษฐ์ (ไม่ทราบนามสกุล) ท่านผู้นี้เป็นช่างก่อสร้างทำถังน้ำ เป็นผู้แกะแบบเททองและตบแต่งให้เรียบร้อย ได้พระไว้จำนวนหนึ่ง

 

 

 

       ๓. แบบใบเสมา ด้านหน้ามีรูปหลวงพ่อไปล่นั่งขัดสมาธิอยู่ภายใน ด้านหลังมีตัวหนังสือขนาดเล็กมาก อ่านไม่ใคร่เห็น จัดทำขึ้นเพื่อแจกเด็กๆ มีพระเพิ่ม จันทร์เขียว (ขณะนั้นยังบวชอยู่) เป็นผู้แกะแบบควบคุมการเททอง และตบแต่งให้เป็นที่เรียบร้อยแบบนี้ทำเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

 

 

       พระทั้ง ๓ แบบ ที่กล่าวมาแล้วเป็นพระรุ่นเดียวกัน หลวงพ่อไปล่ ท่านเป็นผู้ปลุกเสกแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น หลวงพ่อไม่ได้นิมนต์เกจิอาจารย์จากวัดหนึ่งวัดใดมาร่วมแม้แต่รูปเดียว ท่านเอาพระทั้งหมดประมาณค่อนบาตรเท่านั้นเอง ท่านสมนาคุณแก่ผู้ที่บริจาคเงินสร้างถังน้ำคอนกรีตเสริมเหล็กไม่ว่าใครจะบริจาคมากน้อยเท่าใด และจะได้ไปเพียงคนละองค์หรือสององค์เป็นอย่างมาก

       นับว่าเป็นศุภนิมิตอันดียิ่ง ในระหว่างที่กำลังเทองค์หล่อพระเครื่องอยู่นั้น หลวงพ่อไปล่ได้รับแต่งตั้งจากคณะสงฆ์เป็นทางราชการให้ได้รับตราตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ นายช่างดิษฐ์จึงเร่งรีบสร้างถังน้ำให้เสร็จโดยเร็ว เพื่อให้ทันฉลองตราตั้งพระอุปัชฌาย์ พร้อมทั้งได้ฉลองถังน้ำให้เป็นงานเดียวกัน ด้วยความพยายามของช่างดิษฐ์ และความร่วมมือร่วมใจของพระเณร และคณะกรรมการวัด การฉลองตราตั้งอุปัชฌาย์ของหลวงพ่อและการฉลองถังน้ำคอนกรีตเสริมเหล็ก ก็สามารถจัดฉลองร่วมกันได้ยังปลื้มอกปลื้มใจให้กับทุกฝ่าย ทั้งการฉลองก็ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อยด้วยดีทุกประการ

 

ของดีอยู่กับคนดี   ก็จะยิ่งดี

     อีกเรื่องหนึ่งสนับสนุนความศักดิ์สิทธิ์ หลวงพ่อเสกก้อนอิฐยื่นส่งให้

ศิษย์รักออกแนวหน้าฝ่าผองภัย           ชื่อสุดใจ เปรมชื่น สู่สงคราม

     เอเชียบูรพาคราครั้งนั้น                 ไม่สำคัญคืนถิ่นคนเกรงขาม

ทั้งทั้งที่เพื่อนทหารหลายสิบนาม        ถูกอาวุธฝ่ายตรงข้ามตายเป็นเบือ

     เพื่อนขอดูของขลังที่ศักดิ์สิทธิ์         พอได้เห็นก้อนอิฐเพื่อนไม่เชื่อ

เอาปืนยิงจึงคลายหายคลุมเครือ         ดีกว่าเสื้อเกราะถ้าคิดไม่ผิดเลย

 

 บทกลอนจากหนังสือ ประวัติหลวงปู่ไปล่

โดย ประยุทธ  “ปลิว” สุขศาสตร์ศิริ


 

   

 

       การสร้างพระเครื่องครั้งที่ ๒ เนื่องจากปี พ.ศ. ๒๔๘๕ เกิดอุทกภัย น้ำท่วมมาก โรงเก็บศพในสุสานของวัด ถูกพายุคลื่นลมซัดเสียหายมาก ทั้งมีศพฝากเก็บไว้จำนวนมาก บางศพไม่มีญาติ บางศพมีญาติแต่ยากจนมาก ไม่สามารถที่จะเผาให้ถูกต้องตามประเพณีได้ตามลำพังตนเอง บางศพก็ฝังอยู่เป็นเวลาช้านานมาก ด้วยเหตุผลดังกล่าว คณะกรรมการของวัดจึงคิดจะทำการล้างป่าช้า และจัดการสร้างสุสานขึ้นมาใหม่แทนของเก่าที่ชำรุดทรุดโทรมมาก แต่ว่าการก่อสร้างจำเป็นต้องใช้เงินจำนวนมาก คณะกรรมการจึงได้กราบเรียนหลวงพ่อ ขอให้ท่านจัดทำพระเครื่องสมนาคุณแก่ผู้ที่นำเงินมาช่วยในการล้างป่าช้า และปลูกสร้างสุสานใหม่

       ความคิดที่จะทำพระเครื่องนั้นได้เริ่มมานานแล้ว แต่การที่จะทำนั้นขาดผู้รับภาระที่ดี ครั้นเวลาใกล้เข้ามากับกำหนดงานล้างป่าช้ามากแล้ว จนไม่มีเวลาที่คิดจะออกแบบและทำแบบได้ทัน มีคณะกรรมการคนหนึ่งเสนอให้ขอยืมแบบของ อาจารย์รุ่ง วัดท่ากระบือ จังหวัดสมุทรสาคร มาเป็นแบบ กรรมการผู้นั้นจะเป็นผู้ติดต่อยืมแบบมาให้ กรรมการหลายคนคัดค้านให้ใช้แบบที่คิดขึ้นเอง แต่ดูจะสายมากไปเสียแล้ว ผลสุดท้ายกรรมการที่คัดค้านก็ยอมตกลงให้ใช้แบบของวัดท่ากระบือ ซึ่งเป็นรูปหน้าตัดโบสถ์ในพุทธศาสนาหรือจะพูดว่าแบบเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าเป็นฐาน แล้วต่อด้วยสามเหลี่ยมหน้าจั่วด้านบน มีพระพุทธรูปนั่งอยู่ตรงกลาง ด้านหลังมียันต์ ๔ พระเครื่องรุ่นนี้เรียกกันว่า “รุ่นล้างป่าช้า” ซึ่งเป็นแบบที่ซ้ำกับแบบของวัดท่ากระบือ จนไม่สามารถจะบอกได้ว่า พระเครื่ององค์ใดเป็นของวัดท่ากระบือและองค์ใดเป็นของวัดกำแพง นอกจากผู้ที่เป็นเจ้าของเท่านั้น จึงจะบอกได้ถูกต้องตามความเป็นจริง พระเครื่องรุ่นล้างป่าช้า หลวงพ่อไปล่ปลุกเสกแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น พระเครื่องรุ่นนี้ทำค่อนข้างมากกว่ารุ่นแรก

 

เหรียญหลวงพ่อก่อปาฏิหาริย์บ่อยครั้ง

     มีบางคนมีเหรียญหลวงพ่อใช้    รักษาไว้ไม่ทนแปลกจริงหนอ 

หายเมื่อไหร่ไม่รู้อยู่กับคอ               ทั้งตะขอสร้อยไม่ขาดประหลาดจริง 

     สังเกตดูคนผู้นั้นเขาใช้พระ      เพียงเพื่อจะอวดว่ามีแต่เย่อหยิ่ง 

ไม่ประพฤติสัจจธรรมพระจึงทิ้ง     ดูเป็นสิ่งน่าจะมีเหตุผลพอ

       คนพึ่งพระเพียงเพื่อเนื้อหนังเหนียว    แล้วก็เที่ยวมิจฉาโฉดชั่วก่อ

พระท่านไม่อยู่ช่วยคนระยอ           เหรียญหลวงพ่อชอบอยู่กับคนดี 

     บางคนไม่มีเหรียญหลวงพ่อไปล่     ตั้งพานไว้บนหิ้งพระสมศักดิ์ศรี 

ดอกมะลิใส่พานอัญชลี                   ต่อมามีเหรียญหลวงพ่ออยู่บนพาน

     ความซื่อสัตย์ดีพอหลวงพ่อชอบ    เหรียญหูจอบรูปไข่ปาฏิหาริย์

ซุ้มเสมามาหาเองได้กราบกราน       ใครคัดค้านไม่เชื่อก็ตามที 

     มิใช่เรื่องกุข่าวกล่าวยกย่อง         ถามนายหม็องลูกป้าวิงอยู่ถิ่นที่ 

บางโคลัดเมียลุงโปร่งเรืองฤดี           ขณะนี้ยังไม่ตายมีตัวตน

 

 บทกลอนจากหนังสือ ประวัติหลวงปู่ไปล่

โดย ประยุทธ  “ปลิว” สุขศาสตร์ศิริ


 

 

       การทำพระเครื่องครั้งที่ ๓ ในวันเข้าพรรษา ปี พ.ศ. ๒๔๘๗ ทางวัดจัดให้มีการหล่อเทียนเข้าพรรษาในตอนบ่าย หลังจากหล่อเทียนเสร็จแล้วผู้คนที่มาทำบุญ ต่างก็กลับบ้านกันหมดแล้ว หลวงพ่อได้เรียกผู้เขียนกับนายชอบ สังข์คุ้ม ให้ไปเอาใบลานซึ่งเขียนด้วยอักขระทั้งขอมและไทย ท่านมัดเอาไว้หลายสิบมัดด้วยกัน ท่านให้เอามาเผาที่เตาไฟหล่อเทียนความจริงผู้เขียนได้เห็นแล้วหลวงพ่อนั่งอ่านใบลานเหล่านี้มาหลายวันแล้วก่อนเข้าพรรษา แต่ไม่ทราบว่าท่านอ่านทำไม หลวงพ่อให้เผาใบลานในกระถางมังกร คือเอาใบลานจุดจากเตาเผาที่หล่อต้นเทียนเข้าพรรษาพอไฟลุกจึงนำใบลานที่ติดไฟใส่ลงไปในกระถางมังกรแล้วรีบเอากระถางที่ทำด้วยไม้สักปิดทิ้งระยะไว้เล็กน้อยจึงเปิดฝาออก ถ้ายังเหลือใบลานอยู่อีก ก็เอาคีมคีบจุดไฟแล้วใส่กระถางซ้ำอีก ได้เผาอยู่นานจนเกือบมืดจึงเผาเสร็จเรียบร้อย ได้เถ้าถ่านในใบลานเกือบครึ่งกระถางมังกร

       ครั้นถึงเวลา ๒๒.๐๐ น. ตามกำหนดเวลาประชุมเพลิงเผาจริง พระสงฆ์จากวัดต่างๆ ลูกศิษย์ ผู้ที่เคารพนับถือในคุณความดีของหลวงพ่อไปล่ ต่างพากันขึ้นเมรุเผาศพหลวงพ่อไปล่ไม่ขาดสาย เนืองแน่นไปหมด ดอกไม้เทียน ตะไล ไฟพะเนียง และดอกไม้ไฟอื่นๆ ต่างก็จุดสว่างไสวทั่วลานวัด ดูสวยงานยิ่งนัก นอกจากพลุเท่านั้นที่เจ้าของแต่ละเจ้าไม่ยอมจุด ไม่ว่าจะเป็นพลุที่มีผู้มาหาช่วยหรือว่านำมาช่วยเองก็ตาม จากเหตุการณ์ที่จุดพลุไม่ติดและยิงปืนไม่ออก ในเย็นวันฌาปนกิจศพหลวงพ่อไปล่ครั้งนั้น ยังติดตราตรึงใจของผู้ที่ประสบมากับตนเอง และได้เล่ากันต่อๆมาจนกระทั่งทุกวันนี้ แม้เวลาจะผ่านไป ๕๐ กว่าปีก็ตาม

       ส่วนอัฐิเถ้าอังคารของหลวงพ่อนั้น ทางวัดได้เก็บรักษาไว้ส่วนหนึ่งและจัดทำไปตามประเพณีที่เรียกว่าลอยอังคารส่วนหนึ่งด้วย บรรดาศิษย์ของหลวงพ่อต่างมีความประสงค์อยากจะได้อัฐิเก็บไว้บูชาบ้างแต่คณะกรรมการไม่สามารถที่จะจัดแบ่งให้ได้พวกเขาจึงพากันไปเก็บเอา เศษฟืน เศษหยวกกล้วยที่แกะสลักประดับเชิงตะกอนวางโลงศพหลวงพ่อเอาไปบูชาด้วยความศรัทธา เคารพนับถือ และเพื่อเป็นศิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว ตามความเชื่อถือของแต่ละบุคคล

       เมื่องานฌาปนกิจศพหลวงพ่อไปล่ ผ่านพ้นไปไม่นานนัก คณะกรรมการได้จัดการปั้นรูปเหมือนเท่าตัวจริงของท่านขึ้นไว้ให้บรรดาลูกศิษย์และผู้ที่มีความศรัทธาเลื่อมใส เคารพนับถือ ได้กราบไหว้บูชา ซึ่งประดิษฐานอยู่ในศาลาจตุรมุขที่สง่างาม ได้มีการจัดงานที่ระลึกวันมรณภาพของหลวงพ่อเป็นประจำทุกปีตลอดมา เพื่ออุทิศบุญกุศลถวายท่าน ตราบเท่าทุกวันนี้

 

 

รูปเหมือนหลวงพ่อไปล่ และมณฑปในยุคแรก

 

 

รูปเหมือนหลวงพ่อไปล่ และมณฑปในยุคกลาง

 

 

 

รูปเหมือนหลวงพ่อไปล่ และมณฑปในยุคปัจจุบัน

 

"ท่านมักจะพูดกับคนใกล้ชิดว่า เคารพข้าก็ท่องฉายาข้าไว้"

 

      หวังพึ่งบุญหลวงพ่อกลอนมีบอก    จะไม่ถูกคนหลอกลวงป่นปี้

 

หาเหรียญท่านไม่ได้เป็นไรมี             จำไปซีคาถาท่องไม่ต้องกลัว

 

     ฉันทะ สะโร ฉายาท่าน              เพียงสี่คำท่องชำนาญมั่นคุ้มหัว

 

ข้อมูลจากหนังสือ อาจารย์ปรุง เกิดมีสุข

 

 

 

 

 

Visitors: 41,083